ขานรับนโยบาย มท. อุบลฯ Kick off โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปี งปม.2565 เร่งพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ แก่พี่น้องประชาชน

ขานรับนโยบาย มท. อุบลฯ Kick off โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปี งปม.2565 เร่งพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ แก่พี่น้องประชาชน
วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2565 นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มอบหมายให้ นายสมเพชร สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 แผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมส่งเสริมการขยายผลการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดอุบลราชธานี ณ ศูนย์พุทธธรรมพรหมวชิรญาณ ป่าดงใหญ่วังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับความเมตตาจาก พระพิพัฒน์วชิโรภาส ผู้อำนวยการศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่าดงใหญ่วังอ้อ และที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึง นายพิสดาร ประดา พัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี นางกนกอร โพธิ์สิงห์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน นางวริชา เสาทอง พัฒนาการอำเภอเขื่องใน นางสาวรัชนี จันทสิงห์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ (ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มงาน) นางสาวนิภาภร บุญประสิทธิ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ นายวุฒิชัย ระดาพันธ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ กลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมดำเนินโครงการฯ ในครั้งนี้
กระทรวงมหาดไทย ได้จัดสรรงบประมาณในการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ครอบคลุมมิติการพัฒนาพื้นที่ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และได้กำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ 1)จังหวัดเชียงราย 2)จังหวัดสุโขทัย 3)จังหวัดนครนายก 4)จังหวัดจันทบุรี และ 5)จังหวัดอุบลราชธานี
ในส่วนของจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการจัดสรรงบประมาณจํานวน 5,004,500 บาท เพื่อดำเนินการ 22 โครงการ (ในระยะเริ่มต้น) โดยคาดว่ามีประชาชนผู้ได้รับประโยชน์ในจังหวัดอุบลราชธานี อย่างน้อย 5,605 คน และมอบหมายให้สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินโครงการฯ ภายใต้งบประมาณจํานวน 2,500,000 บาท รวม 4 โครงการ ได้แก่ 1)โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตำบลหัวดอน (กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอินทรีย์วิถีไทย) 2)โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านวังอ้อ (กลุ่มวิสาหกิจโคก หนอง นา โมเดล) 3)โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนวัดวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี 4)โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชุมชน บ้านท่าไห ตำบลท่าไห อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี และ 5)โครงการพัฒนาศักยภาพการทำอาชีพเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีความมั่นคงทางรายได้ที่ยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับการฝึกอบรมฯ ในวันนี้ ถือเป็นการ Kick off หรือเริ่มต้นกิจกรรมในวันแรก โดยมีการฝึกอบรมการแปรรูปสมุนไพรที่ใช้ในครัวเรือนและเพื่อจำหน่ายเพิ่มรายได้ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 900 คน ประกอบด้วย ผู้นำ แกนนำในตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จำนวน 50 คน เครือข่ายสมาชิกโคก หนองนา โมเดล จำนวน 76 คน สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอินทรีย์วิถีไทย จำนวน 4 คน ดำเนินการระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน 2565 ณ ศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่าดงใหญ่วังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน และได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากคณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ร่วมกับวิทยากรจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและสํานักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ พร้อมนี้ ได้รับความเมตตาในการอนุเคราะห์สถานที่จัดฝึกอบรมจากพระพิพัฒน์วชิโรภาส ผู้อำนวยการศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่าดงใหญ่วังอ้อ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย และการสนับสนุนบุคลากรดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเขื่องใน อีกด้วย
โอกาสนี้ นายสมเพชร สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้กล่าวในพิธีเปิดโครงการฯ ว่า “โครงการนี้ จะทำให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายชุมชนและขยายผลกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนการที่กระทรวงมหาดไทย กำลังสร้างป่าจากการปลูกกล้าไม้ กล้าไม้เปรียบเสมือนคนแต่ละคน หากเราทำให้กล้าไม้แต่ละกล้าสามารถเติบโตด้วยตนเองได้ เราก็จะได้รับผืนป่าที่มีความแข็งแรง เพียงแต่เราต้องสร้างปัจจัยที่ช่วยให้กล้าไม้เจริญเติบโตได้ ผืนป่านั้นจึงจะอุดมสมบูรณ์ อันหมายถึง จะต้องสร้างคนและพัฒนาพื้นที่ เพื่อนำไปสู่สังคมที่มีความแข็งแรงและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการฝ่าวิกฤตปัญหาต่างๆ ของโลกใบเดียวของเรา (The Only One Planet) อีกด้วย”
“กระทรวงมหาดไทย มีบทบาทสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนตามแนวทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ เนื่องในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทย ครบรอบ 130 ปี จึงมีความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพอเพียง หรือ SEDZ ให้เป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสอดคล้องกับวาระแห่งชาติ ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นกรอบและทิศทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย เกิดการรวมกลุ่มและพัฒนาไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การ Change for Good อย่างแท้จริง” นายสมเพชร กล่าว
Cr.กลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและทีมข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี..ภาพข่าว/รายงาน

(Visited 1 times, 1 visits today)